ข่าวสาร-กิจกรรม

กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่ริมคลองบางเขนใหม่ 

               กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่ริมคลองบางเขนใหม่  ตามโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวทางพระราชดำริ พัฒนาคูคลอง แหล่งน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563 เวลา 08.00 น. นางทิพวรรณ์ เจนประวิทย์ ผู้อำนวยการเขตบางซื่อ มอบหมายให้ นายวสันต์ บุญหมื่นไวย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตบางซื่อ ให้การต้อนรับ พลตำรวจตรี ประสพโชค พร้อมมูล อนุกรรมการศึกษาติดตามประเมินผลการป้องกันเยียวยาและแก้ไขปัญหาในวิกฤติโควิด19ของกทม.ในมิติด้านสาธารณสุข​ และ​ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ประธานในพิธีการจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่ริมคลองบางเขนใหม่ พร้อมนำผู้บริหารเขตบางซื่อ ผู้บริหารจากกองทัพเรือ ผู้บริหารจากกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ ผู้บริหารจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ผู้บริหารจากสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น ผู้บริหารสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางโพ ผู้บริหารสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางซ่อน ข้าราชการ บุคลากรเขตบางซื่อ และประชาชนจิตอาสา ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา "ทำความดีเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" พัฒนาพื้นที่ริมคลองบางเขนใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 200 คน ตามโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวทางพระราชดำริ พัฒนาคูคลอง แหล่งน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

               ทั้งนี้ ภายในกิจกรรมมีการร่วมกันจัดเก็บขยะ ผักตบชวา ตัดแต่งกิ่งไม้ รื้อถอนสิ่งรุกล้ำ และกำจัดวัชพืชตลอดแนวคลอง เพื่อทำทางน้ำไหล เน้นการปรับปรุงสภาพคลอง และบริเวณใกล้เคียงให้สวยงาม เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณริมคลอง นอกจากนี้มีการทำความสะอาดลานวัดบริเวณหน้าพระอุโบสถวัดมัชฌันติการาม เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร

 

 


 

 

       ไวรัสโควิช 19 คือเชื้อไวรัสที่มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ พบครั้งแรกกลางทศวรรษที่ 1960 โดยมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ 4 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ ด้วยกัน แต่ตัวที่ระบาดมากที่สุดคือ SARS-CoV พบครั้งแรกที่ประเทศจีน ปี ค.ศ. 2002-2003 ซึ่งได้ระบาดไปทั่วโลกและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ต่อมาพบเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ MERS-CoV เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในแถบตะวันออกกลาง

       จนกระทั่งล่าสุดพบ “เชื้อไวรัสโควิช 19 หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019” ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ตอนกลางของประเทศจีน โดยบริเวณที่พบผู้ป่วยมากที่สุดและคาดว่าน่าจะเป็นรังของโรค คือ ตลาดอาหารทะเลและสัตว์หายากในเมือง ซึ่งได้แพร่กระจายไปในหลายเมืองในประเทศจีนและหลายประเทศ เช่น ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

      โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ผู้ป่วยรายแรกที่พบนั้นเป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 61 ปี จากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะและเจ็บคอ สามวันก่อนเดินทางมาที่ประเทศไทย ต่อมาได้เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อท่องเที่ยว เมื่อเดินผ่านเครื่องตรวจจับความร้อนที่สนามบิน (thermo scan) จึงพบว่ามีไข้ และถูกส่งตัวไปนอนรักษาที่โรงพยาบาลทันที อีกสองวันต่อมา ทางโรงพยาบาลสามารถแยกเชื้อโดยวิธีการทางโมเลกุลได้ว่าเป็นเชื้อ “ไวรัสโควิช 19” จึงรายงานไปที่องค์การอนามัยโลก และประเทศไทยได้ประกาศว่าเป็นประเทศแรกนอกเหนือจากประเทศจีน ที่มีผู้ป่วยไวรัสโควิช 19

วิธีสังเกตอาการ

      หากได้รับเชื้อไวรัสโควิช 19 ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการออกมาภายใน 1 วัน ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิช 19 นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการมีไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจหอบเหนื่อย ถ่ายเหลวท้องเสีย หากผู้ป่วยมีร่างกายไม่แข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตและเสียชีวิตได้ 

วิธีป้องกัน

      เบื้องต้นทุกคนสามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโควิช 19 ได้ดังนี้

  • เลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ
  • เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นที่เป็นรังโรค และเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีนที่มีการระบาด
  • ระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่
  • ควรล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที
  • งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ
  • เลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน
  • ทานอาหารสุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายาก
  • ควรดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลังจากกลับจากต่างประเทศภายใน 14 วัน หากมีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และแจ้งรายละเอียดว่าเราเคยไปต่างประเทศมาแม้ว่าประเทศนั้นจะไม่มีการติดเชื้อก็ตาม
  • สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิช 19 โดยตรง ควรใส่หน้ากากอนามัย หรือใส่แว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันเชื้อในละอองฝอยจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งเข้าตา

       สุดท้ายขอฝากไว้ว่า อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป และอย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ควรตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดก่อนจะเชื่อในทันที

 

  

                  หากคุณยังจำวิกฤติการณ์ 9/11 ที่มีผู้ก่อการร้ายโจมตีตึกแฝด Worldtrade Center, USA ได้นั้น ในขณะนั้นเมื่อทางศูนย์เศรษฐกิจเกิดความเสียหายแล้ว ต่อมาโจมตีระดับความมั่นคงของสหรัฐฯ นั่นก็คือ ตึกอาคารหกเหลี่ยม หรือ Pentagon (เพนตากอน) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ วิกฤตการณ์ในครั้งนั้น ส่งผลให้เกิดมวลควันมหึมา อีกทั้งยังมีแก๊สพิษต่างๆ พร้อมกันนั้น ยังมีการถล่มของตึกซึ่งโดนกระแทกจากการชนของเครื่องบิน ทำให้มีเศษ อิฐ หิน ปูน ทราย ฟุ้งกระจายอย่างหนาแน่นมาก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ในตึกนั้นไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามเดิมในตึกข้างคียงหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่เองก็ไม่สามารถเข้าเคลียร์สถานการณ์การได้ เนื่องจาก มีกลุ่มละอองพิษกระจายตัวอย่างหนาแน่น ทางกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯจึงได้ส่งหนังสือขอความช่วยเหลือไปยังองค์การนาซ่า เพราะรู้ดีว่าองค์การนาซ่า มีวิธีในการกำจัดกลุ่มก๊าซพิษและเขม่าควันต่างๆได้ดีเยี่ยม  

เพื่อความปลอดภัยของบุคลากรนั้น จึงได้ส่งหนังสือขอความช่วยเหลือไป แต่ทางองค์การนาซ่านั้นแม้จะเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีนี้จาก Space Program แต่มิได้เป็นผู้ผลิต จึงส่งมาทางบริษัทของเรา จึงได้รับลิขสิทธิ์นี้แต่เพียงผู้เดียว ให้ จัดส่งเทคโนโลยี RCI นี้ไปช่วยตามคำร้องขอจากกระทรวงสหรัฐอเมริกา ซึ่งจากการประเมินสถานที่เกิดเหตุนั้น ได้ส่งเครื่องฟอกอากาศ Activtek AP3000 ไปเพียง 30 เครื่องเท่านั้น ก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากเปิดใช้เครื่อง Activtek AP3000 ไปนั้น ภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น ก็สามารถกำจัดกลุ่มควัน สารเคมี
แก๊สพิษและฝุ่นละอองต่างๆที่ปกคลุมอย่างหนาแน่น ให้เกิดอากาศที่สะอาดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสภาวะอากาศภายในตึก Pentagon คลี่คลายลง กลับสู่สภาวะปกติ
 
ทางกระทรวงรู้สึกประทับใจมาก และด้วยผลที่เหนือความคาดหมาย จึงได้ส่งจดหมายขอบคุณมายังบริษัทของเราพร้อมทั้งมอบเหรียญเชิดชูเกียรติให้แก่บริษัทของเราอีกด้วย

     

ภาพเหตุการณ์หลังใช้เครื่องฟอกอากาศ Activtek AP3000 และจดหมายขอบคุณจากกระทรวงสหรัฐฯ       

ขนาดของ PM 2.5 เทียบง่ายๆ กับเส้นผมและสามารถตรวจค่าฝุ่นได้ตามนี้เลยค่ะ

1. PM 2.5 คืออะไร

• ฝุ่นละอองขนาดเล็กมากๆ ขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นฝ่าศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์
• ขนจมูกของมนุษย์ไม่สามารถกรอง PM 2.5 ได้ มันจึงสามารถแพร่กระจายสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังหลายชนิด

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบอย่างง่ายว่ามีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ เล็กจนสามารถเล็ดลอดขนจมูกเข้าสู่ร่างกายได้ ฝุ่นพิษจึงสามารถเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายไปตามอวัยวะได้ PM 2.5 มีลักษณะที่ขรุขระคล้ายสำลี เป็นพาหะนำสารอื่นเข้ามาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็ง

2. PM 2.5 อันตรายแค่ไหน

• PM2.5 จะสามารถลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานและปะปนกับมลพิษอื่นในอากาศ แพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ

• เป็นสารก่อมะเร็ง และโรคอื่นๆ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง ทำให้คนไทยตายก่อนวัยอันควรประมาณ 50,000 รายต่อปี

ด้วยองค์ประกอบของสารพิษเหล่านี้ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้ PM 2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ตั้งแต่ปี 2556 อีกทั้งยังเป็นสาเหตุให้ 1 ใน 8 ของประชากรโลก เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

3. PM 2.5 มาจากไหน

• แหล่งกำเนิดโดยตรง ได้แก่ การเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง การผลิตไฟฟ้า การผลิตของภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมจากแหล่งที่อยู่อาศัยและธุรกิจการค้า
• การรวมตัวของก๊าซและมลพิษอื่นๆ ในบรรยากาศ
• สภาพอากาศนิ่ง และอุณภูมิต่ำฝุ่นละอองขนาดเล็กจากท่อไอเสียรถยนต์ลอยขึ้นไปไม่ได้

การเผาในที่โล่ง ปล่อย PM2.5 มากที่สุดถึง 209,937 ตันต่อปี โดยมาจากการเผาในพื้นที่เพาะ ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตอาหารในภาคเหนือตอนบนของไทย และภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมไปถึงหมอกควันพิษข้ามพรมแดน
การคมนาคมขนส่ง ปล่อย PM2.5 ราว 50,240 ตันต่อปี โดยมาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ทั้งดีเซลและแก๊สโซฮอล์เป็นหลัก
การผลิตไฟฟ้า ปล่อย PM2.5 ราว 31,793 ตันต่อปี

อุตสาหกรรมการผลิต ปล่อย PM2.5 ราว 65,140 ตันต่อปี โดยพบมากที่สุดในพื้นท่ีเขตควบคุมมลพิษ มาบตาพุด จังหวัดระยอง
การรวมตัวของก๊าซอื่นๆ ในบรรยากาศ ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และออกไซด์ของไนโตรเจน รวมทั้งมีสารปรอท , แคดเมียม , อาร์เซนิก หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ที่ล้วนแล้วแต่เป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์

4. ป้องกัน PM 2.5 ได้อย่างไร
• งดออกกำลังกายกลางแจ้ง
• ผู้มีโรคประจำตัวให้ปรึกษาแพทย์และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
• หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านให้ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น

กรมควบคุมโรคยืนยันว่าคนทั่วไปจะมีผลกระทบต่อสุขภาพต่อเมื่อต้องสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 นานเกิน 8 ชั่วโมงขึ้นไป

5. เลือกใช้หน้ากากป้องกัน PM 2.5 อย่างไร
• หน้ากาก N 95 ป้องกันฝุ่นขนาด 0.3 ไมครอนได้อย่างนน้อย 95% จึงป้องกัน PM 2.5 ได้ เหมาะกับผู้ที่ต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงเป็นเวลานาน
• หน้ากากอนามัยทั่วไป สามารถใช้ทดแทนได้ถ้าไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเป็นเวลานาน

ศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยว่า การใส่หน้ากาก N95 เพื่อป้องกันฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว และใส่ถูกวิธีป้องกันได้แน่นอน แต่ถ้าใส่ไม่ถูกวิธีหรือมีลมออกข้างๆ ก็คง ไม่ช่วยอะไร คนป่วย คนที่ไม่แข็งแรง ถ้าต้องใส่ N95 จะอึดอัดเพราะหายใจไม่สะดวก

สำนักอนามัย กทม. ชี้แจงว่าการใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาที่มีเยื่อบุพิเศษ 3 ชั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ สามารถป้องกัน PM 2.5 ได้ แต่เนื่องจากเราไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้นตลอดเวลา ถ้าแค่ผ่านไปเล็กน้อย ก็ยังสามารถป้องกันได้

 

ภาพกิจกรรมการออกบูธ กับงาน INTERCARE ASIA 2018

 


ภาพกิจกรรมการออกบูธ กับงาน Engineering Expo 2018